Mrs. SATIKA
วันศุกร์ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2559
ทำไมเวลาเสียใจ-ดีใจ น้ำตาต้องไหล
เวลาที่เราอยู่ในอารมณ์ที่เศร้าเสียใจ หรือมีอารมณ์ดีใจ
สงสัยไหมว่า ทำไมต้องมีน้ำตาไหลออกมา???
สาเหตุเป็นเพราะว่าสมองส่วนที่ควบคุมอารทณ์นั้นจะอยู่บริเวณตาเราพอดี สมองส่วนนี้จะทำหน้าที่ช่วยปลอดปล่อยและระบายความทุกข์ของเรา เพื่อให้เิกดความสุข โดยธรรมชาติเมื่อเรามีความทุกข์ก็จะปลอดปล่อยความทุกข์นั้นออกไป ขึ้นอยู่กับว่าเรื่องที่เกิดนั้นจะทำให้คนนั้นๆรู้สึกเสียใจ เจ็บปวดมากแค่ไหนน้ำตาก็จะไหลออกมา และเมื่อเรารู้สึกดีใจซึ้งใจหรือว่ามีความสุข ก็เช่นเดียวกันอารมณ์แบบนี้ก็จะไปกระตุ้นทำให้น้ำตาไหลออกมาเช่นกัน
และหากสังเกตให้ดีน้ำตาที่ไหลออกมาในแต่ละอารมณ์นั้นจะมีลักษณะการไหลออกมาที่แตกต่างกัน เช่น น้ำตาจากอารมณ์เครียดจะไหลออกมาจากปลายตา หากเครียดมากๆก็จะไหลออกมาจากบริเวณกลางดวงตา ถ้าอยู่ในอารมณ์ซึมเศร้าก็จะไหลออกมาจากบริเวณทางมุมของดวงตา และหากว่าเรามีความสุข ดีใจ น้ำตาจะไหลออกมาทั้งดวงตา
กอดอกช่วยบรรเทาอกการปวด
เมื่อตอนที่เป็นเด็กเวลาที่ผู้ใหญ่จะตีมักจะบอกให้เราเอามือกอดอกทุกครั้ง หลังจากนั้นไม้เรียวงามๆก็จะมากระทบกับก้มงามๆของเราพร้อมกับความเจ็บปวด การที่เรายืนกอดอกแบบนั้นมันมีประโยชน์มากเลยทีเดียว เพราะว่าการกอดอกมันจะสามารถช่วยให้รู้สึกเจ็บปวดน้อยลงได้ เนื่องจากสมองของเราจะเกิดความสับสันหรือเกิดความขัดแย้งขั่นนั่นเอง โดยธรรมชาติแลัว ระบบกลไกการทำงานของสมองคนเรามักจะใช้มือข้างซ้ายสัมผัสกับสิ่งของต่างๆที่อยู่รอบตัวของเราทางข้างซ้าย และใช้มือขวาสัมผัสสิ่งของที่อยู่ทางด้านขวา
แต่เมื่อใดที่เราทำให้สมองเกิดความขัดอย้ง การประมวลผลที่ได้รับจะเกิดความแปรปวรนไปจากความเป็นจริง การที่เรากอดอกด้วยเอามือขวาไปอยู่ด้านซ้ายของลำตัว และเอามือซ้ายไปอยู่ด้านขวาของลำตัวนั้น ระบบของสมองจะมีอาการงงๆสับสนเกิดขึ้นทันที ซึ่งส่งผลให้การประมวลผลที่ได้ไม่ชัดเจน จึงทำให้เรารู้สึกน้อยลงกว่าความเป็นจริง
ฝาแฝดน่ารู้
ฝาแฝดมี 2 ลักษณะ คือ เกิดจากการปฎิสนธิภายในไข่ใบเดียวกัน และเกิดจากไข่คนละใบ ฝาแฝดที่เกิดจากไข่ใบเดียวกันจะมีลักณษะหน้าตาที่คล้ายกัน และเป็นเพศเดียวกัน ส่วนฝาแฝดที่เกิดจากไข่คนละใบจะเป็นเพศเดียวกันหรือไม่ก็ได้ และหน้าตาอาจเหมือนกันหรือไม่เหมือนกันก็ได้
จากสถิติฝาแฝดที่เกิดจากไข่ใบเดียวกันมีโอกาสเกิดขึ้น 1 ใน 200 ราย และฝาแฝดที่เกิดจากไข่คนละใบมีโอกาสเกิดขึ้น 1 ใน 135 ราย
และคนผิวดำมีโอกาสที่จะมีลูกฝาแฝดมากกว่าคนผิวขาว รวมถึงมารดาที่มีอายุมากและเคยได้รับยากระตุ้นการตกไข่มาก่อนจะมีโอกาสเกิดลูกฝาแฝดมากกว่าคนปกติ
ยุงชอบกัดคนแบบไหน???
* ชอบกัดคนที่ตัวโตมากกว่าคนตัวเล็ก เพราะว่าคนตัวโตจะมีผิวหนังที่บางกว่าคนตัวเล็ก
*ชอบกัดคนท้องมากกว่าคนไม่ท้อง เพราะว่าคนท้องมีพื้นที่ผิวหนังมากขึ้น ตัวอุ่นหรือร้อน และมีเหงื่อออกง่ายขึ้น
* ชอบกัดคนที่มีกลิ่นตัว กลิ่นเหงื่อ ยุงชอบกลิ่นตัวของคนบางคนและเลือกที่จะกัดคนนั้นก่อน
*ชอบกัดคนที่ชอบดื่มเครื่องแอลกอฮอล์ เพราะว่าแอลกอฮอล์ทำให้อุณหภูมิที่ผิวหนังเพิ่มขึ้นและกลิ่นตัวแรงขึ้น
กำแพงร้องไห้
กำแพงร้องไห้ (เธอะ เวสเทิร์น วอลล์)
ในช่วงต้นของดิแอสสโพรา (การกระจัดกระจายของชาวยิว)
กำแพงร้องไห้นี้ได้กลายเป็นสิ่งเชื่อมโยงระหว่างชาวยิวที่กระจัดกระจายไปกับผู้คนในโลกที่เหลืออยู่
ในช่วงหลังจากที่มหาวิหารถูกทำลายโดยจักรพรรดิทิตัสแห่งโรมันในปี ค.ศ. 70 หลายศตวรรษมาแล้วที่เชื่อมกันว่า
กำแพงนี้เป็นเพียงส่วนเดียวของมหาวิหารอันวิจิตรตระการตาของเฮโรดที่เหลือรอดพ้นจากการทำลายของทิตัสได้
และเนื่องจากชาวยิวถูกผู้ปกครองเยรูซาเล็มห้ามไม่ให้เหยียบย่างไปในเขตภูเขาศักดิ์สิทธิ์หรือเมาท์โมริยาห์เป็นเวลาหลายศตวรรษ
ชาวยิวจึงใช้กำแพงนี้เป็นสัญลักษณ์แทนพระวิหารและเมื่อเวลาผ่านไป
ก็ได้กลายเป็นอนุสรณ์อันศักดิ์สิทธิ์อันชอบธรรม
สองพันปีต่อมากำแพงร้องไห้ได้กลายเป็นอนุสรณ์ที่คอยเตือนชาวยิวให้รำลึกถึงช่วงเวลาแห่งการสูญเสียและการตกเป็นเชลย
ความสูญเสียที่เกิดขึ้นเป็นความโศกเศร้าอย่างมหันต์จนในปฎิทินของยิวต้องจารึกวันที่พระวิหารถูกทำลายในปี
ค.ศ. 70 คือในวันที่ 9 เดือนอับ (ก.ค.-ส.ค.)โดยกำหนดให้เป็นวันแห่งการร้องไห้คร่ำครวญ
ชาวยิวหลายชั่วอายุได้เดินทางมาเยือนกำแพงแห่งนี้เพื่อร้องไห้คร่ำครวญให้กับชะตากรรมของพวกเขา
ด้วยเหตุนี้เองกำแพงนี้จึงรู้จักกันในชื่อของ “กำแพงร้องไห้” หรือ
“กำแพงแห่งการคร่ำครวญ” ตามธรรมเนียมที่สืบทอดกันมาของลัทธิจูดา (ยูดา)
เชื่อกันว่าพระวิหารไม่อาจสร้างขึ้นใหม่ได้จนกว่าพระเมสสิยาห์จะเสด็จมา
เมื่อเยรูซาล็มถูกรวมเข้าด้วยกันอีกครั้งในปี ค.ศ. 1967 หลังจากจัดตั้งรัฐอิสราเอลขึ้นใหม่แล้ว
19 ปี ชาวยิวได้กลับเป็นเจ้าของเวสเทิร์น
วอลล์ (กำแพงร้องไห้) นี้อีกครั้งหนึ่ง
ภาพของทหารอิสราเอลนับร้อยๆที่เหนื่อยอ่อนพากันยืนร้องไห้ที่กำแพงแห่งนี้เมื่อมีโอกาสเข้าไปมนสถานศักดิ์สิทธิ์นี้ป็นครั้งแรกหลังจากถูกห้ามเป็นเวลาหลายปี
เป็นภาพเลือนที่มิอาจจะลืมไปจากความทรงจำของผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์วันนั้นได้และจากเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ในวันนั้น
ชาวยิวนับพันจากทั่วทุกมุมโลกได้อธิษฐานที่กำแพงร้องไห้โยไมมีอุปสรรขัดขาวงอีกต่อไป
ปัจจุบันบริเวณนี้ถูกแบ่งออกเป็นเขตผู้ชายและผู้หญิงตาวกฎบัญญัติของชาวยิวนิกายออร์ธอด็อกซ์โดยกั้นเขตล้อมรอบ
พื้นที่ดังกล่าวจะเต็มไปด้วยผู้คนมากมายโดยเฉพาะในวันสะบาโตและวันเทศกาลต่างๆ
แต่ชาวยิวจะไม่เข้าไปในบริเวณ ฮารัม อัล ชารีฟ
เพราะกลัวจะพลั้งเผลอไปยืนอยู่เหนือภิสุทธิสถาน ซึ่งจะละเมิดต่อกฎบัญญัติของชาวยิว
ตลอด 10 ปีที่ผ่านมาได้มีการวิจัยค้นคว้าทางโบราณคดีอย่างมากซึ่งเปิดเผยข้อมูลเรื่องพระวิหารเพิ่มขึ้นทั้งยังช่วยยืนยันว่า
ในสมัยกษัตริย์เฮโรดสิ่งก่อสร้างนี้น่าประทับใจยิ่ง อย่างไรก็ดี
กำแพงร้องไห้ยังคงเป็นหัวใจของสถานที่ทางประวัติศาสตร์แห่งนี้ในด้านอารมณ์ความรู้สึก
วันอาทิตย์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2559
จริงหรือไม่? มีคนตายเพราะมะพร้าวตกใส่หัวมากกว่าโดนฉลามกัดซะอีก
จริงหรือไม่? มีคนตายเพราะมะพร้าวตกใส่หัวมากกว่าโดนฉลามกัดซะอีก
สถิติได้ถูกพูดถึงอยู่ตลอดเวลาในหัวข่าวและบนเว็บไซต์ ว่ามีคนเสียชีวิตจากฉลามปีละ 10 คนซึ่งคงไม่มากเท่าที่เมื่อเทียบกับประชากรโลกเรา 6.6 พันล้าน
ถ้าจะให้คำพูดเรื่องความจริงนั้น
จะต้องมีคนเสียชีวิตจากลูกมะพร้าวประมาณ 150 คนต่อปี แล้วเราควรจะต้องกลัวลูกมะพร้าวหรือไม่?
ก็เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่ความจริงอย่างไรล่ะ ถึงแม้มะพร้าวจะหนัก (มะพร้าวหนักประมาณ
2กก.) และต้นมะพร้าวก็สูงมาก (ต้นมะพร้าวสูงได้ถึง2.5 เมตร)
แต่ก็ไม่มีหลักฐานว่ามีคนตายเพราะมันถึง 150 คนต่อปี
ลูกมะพร้าวที่สุกงอมจะยึดติดกับต้นอย่างมั่นคง
มันจะหล่นจากต้นเองเมื่อน้ำหนักผลของมันหายไปมาก
มะพร้าวจะเป็นอันตรายก็ต่อเมื่อมีคนไปสอยมันจากต้นเท่านั้น
เรามักจะสอยลูกมะพร้าวด้วยไม้ยาวๆซึ่งทำให้ลูกมะพร้าวหล่นจากต้นอย่างไม่มีทิศทางที่แน่นอนและมีโอกาสทำให้คนที่อยู่เบื้องล่างได้รับบาดเจ็บ
ความคิดที่ว่ามะพร้าวเป็นสาเหตุให้มีคนตายจำนวนมากอาจจะมาจากการศึกษาของ
ดร. ปีเตอร์ บราส
เกี่ยวกับจำนวนผู้ได้รับบาดเจ็บจากมะพร้าวที่โรงพยาบาลในปาปัวนิวกินีในช่วงระยะเวลา
4 ปีมีผู้เสียชีวิตเพราะต้นมะพร้าว 5 คนทั้งนี้รวมถึงคนที่ตกจากต้นมะพร้าวลงมาเสียชีวิต
จากเหตุที่ต้นมะพร้าวล้มลงเพราะพายุและลูกมะพร้าวหล่น
งานวิจัยของเขาถูกนำมาประมวลผลแบบผิดๆจนกลายเป็นว่ามีผู้เสียชีวิตจากมะพร้าวถึงปีละ
150 คนทั่วโลกทั้งที่ความจริงแล้วไม่ใช่เลย
จริงหรือไม่? ช้างกลัวหนูแบบสุดๆ
จริงหรือไม่? ช้างกลัวหนูแบบสุดๆ
ฟังดูแปลกๆเมื่อคุณเทียบขนาดของช้ากับหนู
แต่หลายครั้งหลายคราที่คุณได้เห็นตัวการ์ตูนช้างกระโดขึ้นไปเกาะเก้าอี้ตัวที่อยู่ใกล้ที่สุดเมื่อเห็นหนู
ตัวสั่นเทิ้มและร้องไห้เหมือนเด็กน้อยๆ
แล้วทำไมช้างต้องกลัวหนูด้วยล่ะ?
บางคนให้ข้อสังเกตว่าอาจจะเป็นเพราะหนูตัวเล็กมากพอที่จะคืบคลานเข้าไปยังงวงช้างและทำให้ช้างขาดอากาศหายใจได้แต่ถ้าเป็นเช่นนี้ก็แสดงว่าช้างต้องกลัวสัตว์ตัวเล็กๆทุกตัว
แต่ช้างก็สามารถพ่นหนูออกจากงวงมันได้ถ้าต้องการ ยิ่งไปกว่านั้นคำถามคือหนูจะเข้าไปในงวงช้างทำไมกัน?
คำอธิบายที่น่าจะฟังขึ้นเกี่ยวกับเร่องนี้น่าจะเกี่ยวกับเรื่องการมองเห็นของช้าง
ช้างเป็นสัตว์ที่มีการมองเห็นแย่และในขณะที่มันน่าจะไม่ต้องกลัวสัตว์ใหญ่อย่างเช่นสิงโต
แต่กลับเป็นว่ามันยิ่งกลัวเมื่อได้ยินเสียงที่ตามันมองไม่ค่อยเห็นเท่าใดนัก
หนูที่ป้วนเปี้ยนแถวๆเท้าของช้างก็อาจทำให้มันกลัวได้จนกว่ามันจะมองเห็นได้ว่าเกิดอะไรขึ้นที่เท้าของมันแล้วจึงค่อยสงบสติอารมณ์ขึ้นมาได้บ้าง
การทดลองที่ไม่ใช่เชิงวิทยาศาสตร์ของรายการทีวีในอเมริการายการหนึ่งซึ่งดูเหมือนจะสนับสนุนความเชื่อนี้ทำโดยซ่อนหนูตัวหนึ่งไว้ในกลองมูลแห้งๆของช้าง
เมื่อช้างเข้าใกล้กองมูลนั้นก็เปิดขึ้นเพื่อให้เห็นตัวหนู
ช้างจะสะดุ้งตกใจและวิ่งไปอีกทางอย่างรวดเร็ว
แต่เมื่อทำการทดลองแบบเดิมซ้ำๆอีกข้างก็ไม่ตกใจและไม่วิ่งหนีอีกแล้วแต่ก็ยังเลี่ยงไม่ยุ่งกับหนูอยู่ดี
พฤติกรรมเช่นนี้บอกได้ว่าช้างไม่ชอบอะไรที่เซอร์ไพรส์ซึ่งไม่เฉพาะหนูเท่านั้น
สัตว์ตัวเล็กอีกชนิดที่ช้างกลัวคือผึ้งหรืฝูงผึ้ง
ถึงแม้ช้างจะมีผิวที่หนาแต่ผึ้งก็สามารถจะต่อยรอบๆ
ดวงตาของมันและเหนือวงของมันได้ซึ่งคงจะก่อความเจ็บปวดได้ไม่น้อยเลย
จากการศึกษาเมื่อไม่นานมานี้ที่เคนยาพบว่าช้างไม่เพียงแต่จะหนีผึ้งเท่านั้น
แต่มันยังกลัวลำโพงที่เปิดเสียงของผึ้งอีกด้วย งานวิจัยชิ้นนี้ทำขึ้นเพื่อศึกษาว่า
โรคกลัวผึ้ง จะนำไปช่วยชาวนาเคนยาในการป้องกันพืชไร่จากการทำลายของช้างได้หรือไม่
กล่าวกันว่ารั้วที่ทำจากรังผึ้งอาจจะสามารถขับไล่ช้างที่กินพืชไร่ไปได้
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)








