กำแพงร้องไห้ (เธอะ เวสเทิร์น วอลล์)
ในช่วงต้นของดิแอสสโพรา (การกระจัดกระจายของชาวยิว)
กำแพงร้องไห้นี้ได้กลายเป็นสิ่งเชื่อมโยงระหว่างชาวยิวที่กระจัดกระจายไปกับผู้คนในโลกที่เหลืออยู่
ในช่วงหลังจากที่มหาวิหารถูกทำลายโดยจักรพรรดิทิตัสแห่งโรมันในปี ค.ศ. 70 หลายศตวรรษมาแล้วที่เชื่อมกันว่า
กำแพงนี้เป็นเพียงส่วนเดียวของมหาวิหารอันวิจิตรตระการตาของเฮโรดที่เหลือรอดพ้นจากการทำลายของทิตัสได้
และเนื่องจากชาวยิวถูกผู้ปกครองเยรูซาเล็มห้ามไม่ให้เหยียบย่างไปในเขตภูเขาศักดิ์สิทธิ์หรือเมาท์โมริยาห์เป็นเวลาหลายศตวรรษ
ชาวยิวจึงใช้กำแพงนี้เป็นสัญลักษณ์แทนพระวิหารและเมื่อเวลาผ่านไป
ก็ได้กลายเป็นอนุสรณ์อันศักดิ์สิทธิ์อันชอบธรรม
สองพันปีต่อมากำแพงร้องไห้ได้กลายเป็นอนุสรณ์ที่คอยเตือนชาวยิวให้รำลึกถึงช่วงเวลาแห่งการสูญเสียและการตกเป็นเชลย
ความสูญเสียที่เกิดขึ้นเป็นความโศกเศร้าอย่างมหันต์จนในปฎิทินของยิวต้องจารึกวันที่พระวิหารถูกทำลายในปี
ค.ศ. 70 คือในวันที่ 9 เดือนอับ (ก.ค.-ส.ค.)โดยกำหนดให้เป็นวันแห่งการร้องไห้คร่ำครวญ
ชาวยิวหลายชั่วอายุได้เดินทางมาเยือนกำแพงแห่งนี้เพื่อร้องไห้คร่ำครวญให้กับชะตากรรมของพวกเขา
ด้วยเหตุนี้เองกำแพงนี้จึงรู้จักกันในชื่อของ “กำแพงร้องไห้” หรือ
“กำแพงแห่งการคร่ำครวญ” ตามธรรมเนียมที่สืบทอดกันมาของลัทธิจูดา (ยูดา)
เชื่อกันว่าพระวิหารไม่อาจสร้างขึ้นใหม่ได้จนกว่าพระเมสสิยาห์จะเสด็จมา
เมื่อเยรูซาล็มถูกรวมเข้าด้วยกันอีกครั้งในปี ค.ศ. 1967 หลังจากจัดตั้งรัฐอิสราเอลขึ้นใหม่แล้ว
19 ปี ชาวยิวได้กลับเป็นเจ้าของเวสเทิร์น
วอลล์ (กำแพงร้องไห้) นี้อีกครั้งหนึ่ง
ภาพของทหารอิสราเอลนับร้อยๆที่เหนื่อยอ่อนพากันยืนร้องไห้ที่กำแพงแห่งนี้เมื่อมีโอกาสเข้าไปมนสถานศักดิ์สิทธิ์นี้ป็นครั้งแรกหลังจากถูกห้ามเป็นเวลาหลายปี
เป็นภาพเลือนที่มิอาจจะลืมไปจากความทรงจำของผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์วันนั้นได้และจากเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ในวันนั้น
ชาวยิวนับพันจากทั่วทุกมุมโลกได้อธิษฐานที่กำแพงร้องไห้โยไมมีอุปสรรขัดขาวงอีกต่อไป
ปัจจุบันบริเวณนี้ถูกแบ่งออกเป็นเขตผู้ชายและผู้หญิงตาวกฎบัญญัติของชาวยิวนิกายออร์ธอด็อกซ์โดยกั้นเขตล้อมรอบ
พื้นที่ดังกล่าวจะเต็มไปด้วยผู้คนมากมายโดยเฉพาะในวันสะบาโตและวันเทศกาลต่างๆ
แต่ชาวยิวจะไม่เข้าไปในบริเวณ ฮารัม อัล ชารีฟ
เพราะกลัวจะพลั้งเผลอไปยืนอยู่เหนือภิสุทธิสถาน ซึ่งจะละเมิดต่อกฎบัญญัติของชาวยิว
ตลอด 10 ปีที่ผ่านมาได้มีการวิจัยค้นคว้าทางโบราณคดีอย่างมากซึ่งเปิดเผยข้อมูลเรื่องพระวิหารเพิ่มขึ้นทั้งยังช่วยยืนยันว่า
ในสมัยกษัตริย์เฮโรดสิ่งก่อสร้างนี้น่าประทับใจยิ่ง อย่างไรก็ดี
กำแพงร้องไห้ยังคงเป็นหัวใจของสถานที่ทางประวัติศาสตร์แห่งนี้ในด้านอารมณ์ความรู้สึก



ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น